movies

*ไม่ค่อยได้อัพที่นี่แล้วนะครับ ย้ายไปเขียนบนแฟนเพจ https://www.facebook.com/thejuitalk อยู่ที่นี่แทนครับ
the raid redemption:โหด มันส์ เมดอินอินโดนีเซีย
http://www.zbeasy.com/details.php?id=240437
ตัวอย่างพร้อมซับไทย http://www.youtube.com/watch?v=fX8nDkGzUvs&noredirect=1
จำไม่ได้เลยว่าหนังอินโดนีเซียเรื่องสุดท้ายที่เคยมาฉายในบ้านเราคือเรื่องอ
ะไร แต่นี่คือหนังอินโดนีเซียนเรื่องล่าสุดที่จะเข้าฉายในบ้านเราในวันที่23สิงหาคมนี้ หลังจากที่ประกาศศักดาทำเงินสูงสุดในประเทศและ จนโซนี่พิคเจอร์ เห็นวี่แววรีบซื้อลิขสิทธิ์ไปจัดจำหน่าทั่วโลก หนังลงทุนแค่30ล้านบาท เข้าฉายที่อเมริกาเมื่อเดือนเมษายน ฉายแค่14โรงแต่กวาดเงินไปแล้ว120ล้านบาท ถึงตรงนี้ทำกำไรไปไม่รู้กี่เท่า รู้แค่นี้ก็เชื่อได้แล้วว่าthe raid redemption ต้องมีอะไรดีแน่ๆ

the raid redemption เป็นหนังแอ็คชั่น ที่เน้นเอามันส์และหวังผลการตลาดแท้จริง พล็อตหนังไม่มีอะไรมากเลย สั้นง่าย หน่วยสวาทที่มี รามา พระเอกของเรื่องเป็น1ในทีม เริ่มภารกิจหินในเช้าวันหนึ่ง คือลอบเข้าตึก30ชั้นที่อยู่ในย่านสลัมของกรุงจาการ์ต้า จุดหมายเพื่อลากตัวทามา เจ้าพ่อที่อยู่ชั้น15ของตึก ปัญหาคือในตึกนี้คือนอกจากเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดแล้วยังเป็นบ้านพักของเหล่าอาชญากรทุกประเภทอีกด้วย ก่อนจะถึงตัวทามาหน่วยสวาทจะต้องผ่านด่านอันดี้ และไอ้หมาบ้า มือซ้าย-มือขวาของทามาให้ได้ซะก่อน ฝ่ายหน่วยสวาท นอกจากรามาแล้วก็มี จ่าจาก้า ที่เป็นหน้าหน่วยสวาทที่รักและห่วงลูกน้องทุกคน และวาห์ยู ผู้หมวดแก่ผมขาว ที่เป็นหัวหน้านำปฎิบัติการลับครั้งนี้อย่างมีเงื่อนงำเช่นเดียวกับหนังแอ็คชั่นทั่วไป จะต้องมีซีนแนะนำความพิษสงของตัวละครฝ่ายเลว เริ่มเรื่องเราก็ได้เห็นความเลวร้ายของทามา ที่จับผู้เคราะห์ร้าย5-6คน นั่งคุกเข่าบนแผ่นพลาสติคแล้วก็เดินยิงกบาลทีละคนๆคนสุดท้ายกระสุนหมด แล้วจะทำไงต่อค่อยดูในหนัง

ความสนุกของthe raid redemption คือความมันส์ของหนังที่อัดกันต่อเนื่องแบบไม่หยุด หนังเริ่มสาดกระสุนใส่กันตั้งแต่10นาทีแรกของหนัง ดูไปก็ชวนให้รู้สึกยกย่องกับฝีมือและทีมงานอินโดนีเซียน ที่ทำหนังแอ็คชั่นได้มาตรฐานสูงอย่างนี้ และสามารถหาช่องว่างของหนังแอ็คชั่นที่ล้นตลาดออกมาประกาศศักดาได้สมศักดิ์ศรี ผ่านไป30นาทีก็ฉากแอ็คชั่นที่อัดแน่นจนชวนสงสัยว่า ที่เหลืออีกชั่วโมงกว่าๆจะมีอะไรมาให้ดูอีกเนี่ย หน่วยสวาท20คน เหลือไม่ถึง10คน จากผู้ล่ากลายเป็นเหยื่อที่ติดกับในสถานที่ของฝ่ายตรงข้าม ต้องหนีหัวซุกหัวซุน บรรยากาศหนังเปลี่ยนเป็นให้ชวนลุ้นกับการเอาชีวิตรอดท่ามกลางผู้ล่านับร้อย ที่ตามล่าหัวหน่วยสวาทเพื่อแลกกับรางวัล ปลอดค่าเช่าตลอดชีวิตที่ทาม่าประกาศจับตายผ่านเสียงตามสาย

งานแอ็คชั่นไม่ได้แปลกตาไปจากหนังฮ่องกง หรือหนังจา พนม แต่ก็ยังคงความรุนแรงสมจริง ที่ชวนให้ร้องอูย! ทุกครั้งที่ได้เห็นตัวละครโดนเหวี่ยงกระแทกเสาคอนกรีต หรือฟาดกับโต๊ะ ยังเป็นเรื่องน่าสงสัยกับผมอยู่เสมอว่าเขาทำกันอย่างไรนะ? ไม่เจ็บกันเหรอ?ส่วนที่แตกต่างไปจากหนังแอ็คชั่นที่เคยผ่านตาคือดีกรีความโหด เลือดท่วม ที่ไม่เหมาะสำหรับเด็กเอาเลย อย่างเช่นมือซ้ายกดคอผู้ร้ายกับพื้น มือขวาเอาปืนรัวใส่หน้า เอามีดปักหน้าขาแล้วกระชากลงเป็นทางยาว หนังไม่ได้โหดไปกว่าหนังสยองขวัญจำพวกศุกร์13 เหล่านั้นหรอก แต่พอมาอยู่ในหนังแอ็คชั่นแล้ว ฉากเหล่านี้ชวนให้รู้สึกรุนแรงกว่า

จุดเด่นของthe raid redemption อยู่ที่ตัวละครไอ้หมาบ้าที่นำแสดง ยายัน รูเบียน นักแสดงที่มาจากครูฝึกปันจักสีลัตให้กับทหารตัวจริง ยายันเป็นชายร่างเล็กตัวเตี้ยแต่บึก หุ่นคล้ายๆแดนนี่ เทรโฮนั่นแหละฉากต่อสู้ยาวๆ2ฉาก ของยายัน เป็นฉากที่ดูสนุก สมจริงและชวนเอาเหนื่อยตาม และดูน่าจดจำมากกว่าพระเอกอิโค่ อูเวส ที่ทีมงานหมายมั่นปั้นมือเป็นดาราแอ็คชั่นอินเตอร์รายต่อไปด้วยซ้ำ

ทีมงานหาตึกมาเป็นฉากหลังของเรื่องได้ดี ตึกทรงสี่เหลี่ยมสีเทาเก่าๆตั้งสูงทะมึน ดูข้างนอกแล้วดูเป็นตึกเงียบๆร้างๆแต่ก็ชวนให้ดูน่ากลัวไปด้วย ดนตรีประกอบก็ทำหน้าที่ได้ดี ช่วยเพิ่มบรรยากาศให้หนังได้ดี ในฉากที่ชวนลุ้น งานดนตรีโดดเด่นถึงขนาด โซนี่ รวมเป็นscore ลงแผ่นขายได้อีกด้วย

1ชั่วโมง40นาที ดูเอาสนุกอย่าคิดตามแบบผมนะ ว่าทำไมตอนที่พระเอกมีแต่มีด ผู้ร้ายก็ใช้มีด ทำไมตอนที่พระเอกมือเปล่า ผู้ร้ายก็มีแต่มือเปล่า หนังตลาดขายงานแอ็คชั่น เน้นความบันเทิง แนะนำครับ!!
*ไม่ค่อยได้อัพที่นี่แล้วนะครับ ย้ายไปเขียนบนแฟนเพจ https://www.facebook.com/thejuitalk อยู่ที่นี่แทนครับ

ทำผมซะแล้ว ผู้กำกับคนโปรดของผม คาดหวังไว้มาก กับผลงานล่าสุด
ของก้องเกียรติ โขมศิริ ก็ไม่รู้ด้วยเหตุอันใดงานถึงออกมาแปลกต่าง
จากรสชาติเดิมๆได้เพียงนี้ อาจจะเพราะการทำงานภายใต้โลโก้ใบโพธิ์
ครั้งแรกหรือว่า การเปลี่ยนแนวมาทำหนังที่มีเค้าโครงจากเรื่องจริง เลยมี
กรอบของประว้ติศาสตร์มาบังคับให้ดิ้นไปไหนได้ไม่มาก การจบแบบหัก
มุมคนดูอ้าปากหวอซึ่งเป็นจุดเด่นในงานของก้องเกียรติ ก็เลยหายไป

หนังพลาดมากๆในเรื่องการวางตัวแสดง และบทภาพยนตร์ อันหลังนี่
รุนแรงมากในฐานะผู้กำกับที่มาจากคนเขียนบทมือวางต้นๆของวงการ
หนังไทยว่ากันด้วยเรื่องตัวแสดงก่อน สำหรับบทพระเอก จ๊อด เฮาดี้ ที่
เอาน้อย มาสวมบทบาทนักเลงชื่อดังในอดีต ตัวน้อยเองเป็นนักแสดงขาย
ฝีมือเพราะเขาเรียนการแสดงมาโดยตรง ซึ่งเท่าที่ดูน้อยเองก็พยายามอย่าง
ที่สุดแล้ว สำหรับการพลิกบทบาทที่ผ่านตามาในบท นักดนตรีใน
ทวารยังหวานอยู่2547,บทพนักงานบริษัท ใน13เกมสยอง2552 มาเป็นจ๊อด
เฮาดี้ ซึ่งตามบทแล้วจ๊อด เป็นนักเลงที่ร่ำลือกันว่าห้าวหาญ ดุดัน ใจสู้มาก
กว่าแดง ไบเล่ด้วยซ้ำ น้อยทำการบ้านพอสมควรกับการเล่นบทบู๊ และน่าจะ
ฟิตร่างกายเพื่อเล่นถอดเสื้อโชว์กล้ามด้วย หลายๆฉากพยายามแสดงออก
ด้วยสายตา แต่สิ่งที่การแสดงไม่สามารถช่วยได้ คือสรีระ น้อยเป็นคนร่างเล็ก
และที่สำคัญคือน้ำเสียงที่นุ่ม เล็ก ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบที่ดูขัดกับบท
ของนักเลงระดับตำนานเสียมาก ผลก็คือน้อยไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึก
น่าเกรงขาม หรือรังสีอำมหิตที่ควรมีในบทนี้ ให้ออกมาสัมผัสได้ การปรากฎ
ตัวของจ๊อด ในฉากแอ็คชั่น คนดูต้องเป็นห่วงร่วมลุ้น กับชะตากรรมของฝ่าย
ตรงข้ามแล้ว ตัวเต๋าเอง เรื่องภาพลักษณ์นั้นหายห่วงเพราะสีหน้าท่าทาง
บวกกับบทบาทแบ๊ดบอยที่เขาเป็นอยู่แล้วในวงการบันเทิง แต่อย่างที่คุ้นหูกัน
ก็คือน้ำเสียงของเต๋า ที่ออกมาในทำนองเดียวกับน้อยเสียงแหลมๆเล็ก พอถึง
ฉากที่คู่นี้สนทนากันก็อดนึกไม่ได้ นี่มันนักเลงคุยกันเหรอวะเนี่ย ช่างกระหนุง
กระหนิงเสียนี่กะไร ยิ่งการใช้สรรพนาม "เรา"และ"นาย" ลงท้ายด้วย"ครับ"อีก
สงสัยพี่เสก โลโซ มาเขียนบทสนทนาให้กระมัง อีกคนที่ดูพิลึกพิลั่นกับการ
เลือกตัวแสดง คือเฮียหลอ ตัวละครสำคัญของเรื่อง ที่เลือกเอาพิงค์ พรชัย
ผู้กำกับที่ผมยี้กับคุณภาพหนังของเขาทุกเรื่อง พิงค์ ก้าวมาจากตัวประกอบใน
หนังหลายๆเรื่อง แล้วทุกเรื่องที่พิงค์เล่นล้วนเป็นหนังตลก ซึ่งก็เหมาะสมกับ
หน้าตาของพิงค์ ที่ใส่แว่นหนาดูเด๋อๆด๋าๆ แต่การเอาพิงค์มาหนีบกระเป๋าเข้า
จั๊กกะแร้ มีอีหนูหนีบข้าง ลูกน้องเดินตามเป็นพรวน ก็ไม่รู้สึกได้ถึงบารมี หรือ
มาดผู้นำแต่อย่างใด มันห่างชั้นกันแต่ก็ต้องอ้างถึงดาราระดับบิล เมอเรย์,
แดนนี่ เดอวีโต้ และโจ เปซซี่ที่พื้นฐานล้วนเคยผ่านงานตลกมาแล้วทั้งนั้นเมื่อ
ถืงเวลาพลิกบทบาทก็มาเป็นเจ้าพ่อขาโหด ก็โหดได้อย่างน่ากลัว พูดคุยกะ
เหยื่อหัวเราะอารมณ์ดี แล้วก็หยิบตะบองมาฟาดหัวซะงั้น แคแรคเตอร์แบบนี้
น่ากลัวครับ ถึงแม้หน้ายิ้มแต่ก็คาดเดาอารมณ์ไม่ได้ก็แทบจะหมดแล้วครับ
ตัวละครนำหลายๆตัวไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกถึงความเป็นนักเลงหรือเจ้าพ่อได้
บรรยากาศโหดของหนังก็หายไปครึ่งแล้ว ตัวละครที่เลือกมาได้เหมาะสมก็มีครับ
อย่างพงพัฒน์ ในบทเฮียเซ้ง ที่โผล่มาตั้งแต่ต้นเรื่อง แล้วก็หมดบทไปใน10นาที
จิ๊บ วสุ ก็ดูโอเคดีกับบทผู้การคำนึง มีการใส่รายละเอียดลงไปเรื่องงานอดิเรกกับ
การสะสมผีเสื้อ ทำให้ดูเป็นเจ้าพ่อเหมือนในหนังฮอลลีวู้ด ที่เวลาคุยกับลูกน้องไป
ต้องทำอะไรไปด้วยบทกำนัน ผมพยายามหาเครดิตว่าใครรับบทนี้ แต่หาไม่ได้
หน้าตาคุ้นๆไว้หนวดหนาๆดูเป็นดาราตัวร้ายสมัยก่อนดี ดูแล้วเข้ากับบทผู้มีอิทธิพล 
อีก2บทนำอย่าง ธง กับ เปี๊ยก ก็ดูเหมาะกับบทดี สำหรับจิ๊กโก๋สมัยก่อน ไว้ผมหวี
สูงไว้จอนยาวๆแบบเอลวิส แต่ก็ไม่มีซีนที่จะให้จดจำหรือได้แจ้งเกิดโอตี่ ที่ได้
แฟรงค์ พิธีกรเดอะสตาร์ เป็นอีกบทที่น่าชื่นชม กับการพลิกบทบาท ผมทรงหยอยๆ
กับลีลาการพูดจาแบบกวนๆ แฟรงค์ทำได้ดีมาก ดูแล้วใช่เลยว่าเป็นนักเลงหนัง
ไม่มีใครขโมยซีนได้เหมือนอย่าง บทหมู่เชียร ของอภิชาติ ชูสกุล ที่แจ้งเกิดจาก
2499 อภิชาติเป็นที่จดจำจากบทนี้จนได้เล่นหนังฮอลลีวู้ดหลายเรื่อง ขนาดว่า
เจ้าตัวล่วงลับไปแล้ว วลี"แถวนี้มันเถื่อน บอกตรงๆนะ ไม่แจ๋วจริง อยู่ไม่ได้"ยัง
คงฮิตว่อนในเฟ๊สบุ๊คกันอยู่เลย

มาถึงเรื่องบท ต้องใช้คำว่าสะเปะสะปะ ไร้จุดหมาย หนังแอ็คชั่น ฟันกัน ยิงกันหูดับ
ตับไหม้ แต่ไม่มีไคลแมกซ์ ถ้าใครไม่เคยดู ก็เรื่องนี้เลยล่ะครับ หนังหยิบเอาช่วง
เวลาที่ยาวนานเกินไปตัวละครเยอะเกินไป เล่าทุกอย่างแบบผ่านๆไปหมด สร้างตัว
ละครขึ้นมา แล้วก็ฆ่าตายหมดหนังเล่าเรื่องตั้งแต่แดง กับจ๊อด เลือกนาย ว่าจะอยู่กับ
เฮียเซ้งหรือเฮียหลอ แล้วก็สรุปว่าทั้งคู่ไปอยู่กับเฮียหลอ หนังมีส่วนซ้อนกับ2499
เพียงแค่30นาทีแรก ที่แดง ตัดสินใจบวชแล้วก็ ปุ๊ ตั้งแก๊งตัวเองประกาศเป็นศัตรูกับ
แดงและจ๊อด ซึ่งเรื่องตรงนี้เป็นไคลแมกซ์ตอนจบของหนัง 2499 หนังทำท่าจะมันส์
แดงตาย จ๊อด ต้องเจอกับปุ๊ แต่แล้วหนังก็เล่าว่าปุ๊ตายแบบผ่านๆประกอบเสียงบรรยาย
ให้ผ่านไป หนังแนะนำตัวละครใหม่ขึ้นมา คือผู้การคำนึง ที่ตามจิกจ๊อด ไม่ปล่อย
จะเอาจ๊อดเข้าคุกให้ได้ แล้วผู้การคำนึงก็โดนปืนกลถล่มตายคารถเป็นฉากตายของ
ตัวละครสำคัญที่ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย คนดูไม่ได้รู้เลยว่าไอ้รถที่แล่นมาแล้วโดนยิงน่ะ
เป็นรถของผู้การคำนึง รู้กันเฉพาะทีมงาน โดนรัวไปแล้ว เพิ่งจะถ่ายให้เห็นว่าอ้อ!
ผู้การโดนยิงเนอะ คู่ปรับจ๊อด หมดไปแล้ว2 หนังก็ไปดันโอตี่ ที่เป็นตัวประกอบมาตั้ง
แต่ต้นเรื่องให้ขึ้นมาเป็นคู่ปรับกับจ๊อด ตัวต่อไป ทั้งคู่เขม่นกันบ่อยครั้ง ชี้หน้ากัน
"มึงเจอกูแน่" แล้วก็อีกครั้ง ไม่มีการปูเรื่องและที่ไปที่มา ไม่มีการวางแผน ไม่มีการ
สร้างบรรยากาศครุกรุ่นให้คนดูร่วมลุ้น จ๊อดและลูกน้องอีก5-6คน ก็นั่งรถมาถล่มงา
นเลี้ยงอะไรก็ไม่รู้ กราดยิงกัน เฮียหลอตายเหมือนลูกน้องตัวประกอบธรรมดาซักตัวนึง
จบด้วยการดวลตัวต่อตัวของจ๊อด และโอตี่ 
หนังเดินเรื่องไปแบบเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ เสริมแต่งด้วยดราม่าของเปี๊ยก และธง
ที่ปูมาตลอดว่าทั้งคู่รักกันขนาดตายแทนกันได้ มองการณ์ไกลว่าจะเป็นใหญ่ แล้วลงท้าย
ก็แตกคอกันธงอยู่กับโอตี่ ขณะที่เปี๊ยกเลือกอยู่กับจ๊อด กลับกลายเป็นว่าเวลาทั้งเรื่อง
ที่ปูมา น่าเสียดายที่กลับไม่สามารถสร้างอารมณ์ดราม่าได้ในฉากที่เพื่อนรักต้องมายกปืน
จ่อกันแต่อย่างใด ก้องเกียรติทำดราม่าได้ดีมากนะครับ ในไชยา นี่ผมยังจดจำฉากเรียก
น้ำตาได้ดีเลย
 
น่าสงสาร สน เดอะสตาร์ ดาราที่ผมชื่นชมมาก และเป็นดาราขาประจำของก้องเกียรติ
เขาเรียกเสียงชื่นชมได้มากจาก มหาลัยเหมืองแร่ และได้บทจดจำในไชยา แต่ก็ไม่ดัง
เสียทีแต่ก้องเกียรติก็ไม่เคยทิ้งสนครับ ยังมีบทเล็กๆน้อยๆให้เล่นทุกเรื่อง แต่บทก็เล็กลง
เล็กลง จนเรื่องนี้ได้เล่นแค่5นาที ในบทนักเลงที่มาป่วนในบ่อน เสียดายความสามารถ
ของสน แต่ไม่ได้โอกาสเสียที
 
ขณะที่เรื่องกำลังเดินหน้าไป อยู่ดีๆหนังก็ตัดฉับไปเป็นภาพลุงป้าแก่ๆมานั่งเล่าเรื่องความ
หลังของปุ๊ แดง จ๊อด เอ้า!!งง ตกลงกูดูสารคดีอยู่รึนี่ แล้วก็ไม่มีการให้เครดิตด้วยนะครับ
ว่าลุงป้าเหล่านี้ ท่านเป็นใครมาจากไหน แล้วก็โผล่มาบ่อยเสียด้วย ถ้าหนังปูเรื่องมาว่
านี่เป็นหนังกึ่งประวัติศาสตร์ สารคดี ก็ดูจะเข้าท่ากับการเป็นหนังสลับบทสัมภาษณ์
แบบนี้นะ
อันธพาล เป็นหนังน้อยเรื่องมาก ที่ผมรู้สึกว่าตัวว่าไม่ได้เกาะ ติดตามไปกับเรื่องราวที่เดินหน้า
ของหนัง หนังไม่ได้สร้างวิกฤตการณ์ ไม่ได้สร้างปริศนาที่รอการคลี่คลาย ไว้เพื่อฉากไคลแมกซ์
ท้ายเรื่อง หนังเดินเรื่องไปแบบไร้จุดหมาย ตัวละครโผล่มาเรื่อยๆ ไม่รู้จะไปจบตรงไหนอย่างไร
เป็นหนังเรื่องแรกในรอบหลายปีที่ผมดูนาฬิกาว่าเมื่อไหร่จะจบเสียทีที่สำคัญหนังขาดอารมณ์ขัน
ไม่มีมุกหยอดให้ผ่อนคลายเลยสักแอะเดียว แต่กลับมีผีโผล่มาให้สะดุ้งตุ้งแช่ซะงั้น เอ้าฉีก!!
ส่วนดีที่น่าชื่นชมคืองานฉาก หนังหาโลเกชั่นได้ดี เช่นเดียวกับหนังแก๊งสเตอร์ย้อนยุคทุกเรื่อง
เราจะต้องเห็นตรอกแคบๆมีสะพานข้ามคลอง และตีนสะพานจะต้องมีร้านตัดผม นักเลงชอบ
ตัดผมครับ ทั้งหนังไทยหนังเทศเพื่อให้มีฉากมีดโกนกรีดคอตอนตัดผมทุกเรื่อง ทีมงาน
สรรหาของกระจุกกระจิกจำพวกใบปิด ขวดน้ำอัดลม มาใส่ในฉากได้ทุกซอกทุกมุมดี
ฝ่ายเครื่องแต่งกายก็ทำการบ้านได้ดี ทั้งชุดฝ่ายชายฝ่ายหญิง  แต่ว่าโดยรวม ผิดหวัง มากครับ!!


prometheus ประวัติศาสตร์เอเลี่ยน101

นับเป็นหนังไซไฟทริลเลอร์ที่ยิ่งใหญ่มากเรื่องหนึ่งในรอบ10ปีให้หลังมานี่ งานภาพ งานออกแบบ พิถีพิถันมาก จัดเป็นหนังอวกาศที่เราได้เห็นยานอวกาศ ภาพจำลองพื้นผิวต่างดาว
ที่ทำได้สมบูรณ์มากในยุควิทยาการซีจีล้ำหน้

prometheus เป็นหนังที่สาวก ผู้ติดตามเอเลี่ยนเฝ้ารอ และติดตามมานับปี ตั้งแต่วันที่มีข่าวว่าริดลีย์ สก๊อต ผู้กำกับคนแรกที่ริเริ่มเฟรนไชส์เอเลี่ยน ก่อนที่เอเลี่ยนที่ตามมาอีก3ภาค 
ไม่นับที่ถูกนำไปยำกับพรีเดเตอร์ก็เปลี่ยนผู้กำกับมาอีก3คน สก๊อตกลับมาหาเอเลี่ยนที่เป็นหนังโรงเรื่องแรกครั้งนี้ เท่ากับเขาห่างจากหนังเอเลี่ยนไปถึง30ปี วันนี้สก๊อตอายุถึง74ปีแล้ว
แต่พลังในการสร้างสรรค์ กลับไม่ได้ถดถอยไปตามอายุเลย

ตลอดเวลานับตั้งแต่การประกาศสร้าง บทถูกปิดเป็นความลับมาโดยตลอด มีเพียงภาพไม่กี่ภาพ ค่อยๆปล่อยออกมายั่วน้ำลาย และปล่อยทีเซอร์ในช่วงเวลาก่อนหนังฉายไม่นาน
ทำให้การชมpromethes เป็นไปด้วยปริศนา ที่ผู้ชมอย่างผมแทบไม่รู้พล็อตของหนัง รู้แต่เพียงว่านี่คือภาคกำเนิด ความเป็นมาของเอเลี่ยน จึงเป็นการชมที่ได้อรรถรส ที่น่าติดตาม
ไปอีกอย่าง หนังได้เดมอน ลินเดลอฟ มาเป็นคนเขียนบท นับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะมาก เดมอน คือคนเขียนบทที่ถนัดมากกับเรื่องราวที่เต็มไปด้วยปริศนา โดยเฉพาะผลงาน
โคตรปริศนาในเครดิตของเขาอย่าง lost 
prometheus เล่าเรื่องผ่านคู่สามี-ภรรยา นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นคว้าและเชี่ยวชาญเรื่องภาพเขียนบนผนังถ้ำก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีส่วนเชื่อมโยงกันว่ามีที่มาจากดาวเดียวกันที่อยู่
อีกระบบสุริยะหนึ่ง ทำให้ทั้งคู่ได้ทุนจากบริษัทยักใหญ่ เวย์แลนด์ สร้างยานโพรมีธีอุส วิ่งข้ามระบบสุริยะ เป็นเวลากว่า2ปี ไปลงที่ดาว LV-246 พร้อมกับลูกเรืออีก17คน 
และหุ่นยนต์1ตัว ทั้งหมดต้องเจอกับคำตอบที่ลึกลับและน่าสยองขวัญ

prometheus นับเป็นหนังเอเลี่ยนเรื่องที่5แล้ว ทั้งสก๊อตและทีมเขียนบทจึงต้องหาทางฉีกออกจากรูปแบบเดิมๆ ไม่ให้ออกมาเป็นหนังที่มีสัตว์ต่างดาวไล่ฆ่าลูกเรือผู้โชคร้ายทีละรายๆ
ทำให้prometheus ไม่มีฉากตื่นเต้น สยอง เท่าที่ผ่านมาทั้ง4ภาค หนังกลับไปเล่นในอารมณ์ลึกลับ สร้างปริศนาเรื่องปิรามิดลึกลับ วัตถุประหลาด กองซากศพมนุษย์
ต่างดาวนับ10ที่ตายอย่างไม่ทราบสาเหตุ ห้องบังคับยานที่มีแท่นบังคับหน้าตาประหลาด ล้วนแล้วแต่เป็นแรงขับเคลื่อนจับความสนใจคนดูให้อยู่กับหนังไปได้ตลอดเวลา
รวมถึงบรรดาเทคโนโลยีต่างๆที่คิดค้นขึ้นมาเป็นของเล่นในหนังก็ดูน่าสนุก ทั้งลูกบอลบินได้ที่วิ่งไปตามทางเดินในถ้ำแล้วส่งสัญญานมาสร้างแผนที่จำลอง บวกกับหน้าตาของ
แท่นบังคับ ปุ่มกดและภาพสลักบนผนังต่างๆที่เป็นเทคโนโลยีต่างดาวแต่ยังคงเอกลักษณ์งานออกแบบของ เอช อาร์ ไกเกอร์ ศิลปินไบโอแมคคานิค ที่ชื่อของเขาต้องอยู่คู่กับ
เอเลี่ยนมาตลอด

ถึงแม้พยายามหลีกเลี่ยงขนบเดิมๆในหนังสยองขวัญ แต่หนังก็ยังมีฉากและพล็อตที่เป็นเอกลักษณ์เดิมๆของหนังเอเลี่ยนอยู่หลายฉาก ทั้งตัวfacehugger ไอ้ตัวเกาะหน้า
,chest buster ไอ้ตัวแหกอก,ตัวเอเลี่ยนในท้อง,หุ่นยนต์รับใช้ในยานที่ดูมีเงื่อนงำ และตัวเอกของเรื่องที่เป็นหญิงแกร่งอย่างริปลีย์ ที่ได้นูมิ ราเพซ สาวสวีดิชที่ดังมาจาก
the girl with the dragon tattoo ทั้ง3ภาค นูมิ มาเป็นดาราที่ถูกวางตัวในบทนำไว้เป็นคนแรก ทั้งที่มีดาราขายชื่อได้ทั้งแอน แฮธเธอเวย์ และนาตาลี พอร์ทแมนต่างก็ให้ความ
สนใจบทนี้ ทั้งที่นูมิกลับต้องมาทำการบ้านเรื่องการออกเสียงสำเนียงอเมริกันก่อนรับบทนี้
ชาลิส เธียรอน ที่มีหนังออกฉายติดกันเลย2เรื่อง มาในบท เมเรดิธ วิคเกอร์ ตัวแทนบริษัทเวย์แลนด์ที่มาคุมปฎิบัติการมูลค่ามหาศาล ที่ดูเครียดเคร่งขรึม ไม่มีรอยยิ้มทั้งเรื่อง 
เป็นอีกเรื่องที่เธอยังมั่นใจได้กับการใส่ชุดรัดรูปโชว์หุ่นเพรียวระหงของเธอ เธอถูกคัดเลือกให้รับบทนี้แทนที่มิเชล โหยว
บทที่เด่นที่สุดของเรื่องนี้ ตกเป็นของ ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ ดาราที่เริ่มมีงานชุกมากขึ้นๆ ไมเคิล ได้บทเดวิด หุ่นยนต์ประจำยาน เป็นบทที่ต้องมีมาตลอดในทุกภาคของเอเลี่ยน
เดวิด เป็นตัวเดินเรื่องหลัก เป็นบทที่น่าสนใจและมีเวลาบนจอมากที่สุด เป็นตัวละครที่เดาไม่ถูกว่าจะดีหรือร้าย ภารกิจแฝงของเดวิด ที่รับคำสั่งโดยตรงมาจากปีเตอร์ เวย์แลนด์
เจ้าของบริษัทเป็นความลับที่แม้เมเรดิธ ก็ยังไม่รู้ได้ 

prometheus เป็นหนังไซไฟ ในอารมณ์ตื่นเต้น ลึกลับ เจือสยองขวัญหน่อยๆ มีฉากให้สะดุ้งแค่ที สองทีเท่านั้น เป็นหนังที่ฉากสวยงาม งานออกแบบยิ่งใหญ่
ยานอวกาศที่ดูสมจริงมาก เป็นการกลับมาของผู้กำกับที่เป็นต้นกำเนิดหนังเอเลี่ยน และน่าจะมีภาคต่ออีก เป็นหนังที่ต้องดูบนจอใหญ่เท่านั้น ไม่ควรพลาดครับ