music

songs of the world:heart of gold

posted on 14 Jun 2012 14:48 by thejui in music
Heart Of Gold by Neil Young
Album: Harvest Released: 1972

I want to live,I want to give
ฉันอยากมีชีวิตอยู่,เพื่อทุ่มเททุกอย่าง
I've been a miner for a heart of gold.
ฉันเคยเสาะหาผู้ที่มีจิตใจงาม
It's these expressions I never give
ความรู้สึกดังกล่าวนี้ฉันไม่เคยมอบให้ใคร
That keep me searching for a heart of gold
ฉันก็ยังคงเสาะหาผู้ที่มีจิตใจงาม
And I'm getting old.
และฉันก็มีอายุมากขึ้น
Keeps me searching for a heart of gold
ฉันก็ยังคงมุ่งไปให้ถึงผู้ที่มีจิตใจงาม
And I'm getting old.
ในขณะที่อายุก็มากขึ้นเรื่อย ๆ
I've been to Hollywood
ฉันได้เคยไปที่ ฮอลลิวู๊ด
I've been to Redwood
อีกทั้งเคยไปที่ เรดวู๊ด
I crossed the ocean for a heart of gold
ฉันข้ามมหาสมุทรเพื่อค้นหาผู้ที่มีค่
าI've been in my mind, it's such a fine line
ฉัีนเคยคิดอยู่ในใจฉัน,ว่าอาจพบหรือไม่พบพอ ๆ กัน
That keeps me searching for a heart of gold
แต่ฉันก็ยังคงที่จะค้นหาผู้ที่ีมีคุณค่้า
And I'm getting old.
แม้ว่าจะมีอายุเพิ่มขึ้นก็ตาม
Keeps me searching for a heart of gold
ฉันก็ยังคงมุ่งไปให้ถึงผู้ที่มีจิตใจงาม
And I'm getting old.
และอายุของฉันก็มากขึ้น

นีล ยังเป็นศิลปินคานาเดี้ยนคนแรก ที่มีอัลบั้มขึ้นอันดับ1ในชาร์ตบิลบอร์ด top200
อัลบั้ม harvest ขึ้นถึงอันดับ1 ถึง2สัปดาห์ในเดือนเมษายน 1972

นีล ยังเขียนประพันธ์เพลงนี้ขึ้นในปี1971 เป็นช่วงที่เขาทรมานกับอาการปวดหลัง
ทำให้ยังไม่สามารถเล่นกีตาร์ไฟฟ้าได้ เหตุนี้ยัง จึงเลือกหาทางออกด้วยการเล่นเพลงง่ายๆ
กับกีตาร์โปร่งแทน.ยังขอร้องให้เจมส์ เทเลอร์ และ ลินดา รอนสตัดท์มาร้องแบ็คอัพให้ช่วง
ท้ายเพลง ซึ่งทั้งคู่มาอัดรายการ จอห์นนี่ แคชโชว์พอดี,ลินดา เล่าให้ฟังถึงบรรยากาศขณะ
อัดเพลงนี้ว่า"ตอนที่อัดเสียงน่ะ เจมส์นั่งบนโซฟา แต่ฉันต้องยืนเพื่อให้อยู่ระดับเดียวกับเจมส์
เพราะว่าเขาสูงมาก และเราต้องร้องโน๊ตที่สูงที่สุดเท่าที่เราจะร้องได้ มันยากมาก แต่เราก็ไม่
ย่อท้อกัน กว่าจะได้ออกจากสตูก็เช้าพอดี"ด้านนักดนตรี ยังเลือกใช้นักดนตรีท้องถิ่นมาเล่น
แบ๊คอัพ ส่วนตัวเขาเองเล่นกีตาร์โปร่ง ซึ่งหนึ่งในนักดนตรีที่ยังเลือกไปเล่นคือ เคนนี่ บัตเตอรี่
เป็นมือกลองของ บ๊อบ ไดแลน,บัตเตอรี่ เล่าว่าเขาไม่เข้าใจวิธีการเรียบเรียงเพลงของยังจริงๆ
"เขาจ้างกลุ่มนักดนตรีที่ดีที่สุดในโลกให้มาเล่นดนตรีด้วยวิธีการโง่ๆเท่าที่พวกเขาจะทำได้"
 
ยัง ให้เจมส์ เทเลอร์ เล่นแบนโจในเพลงนี้ด้วย แต่หารู้ไม่ว่า นั่นเป็นครั้งแรกที่เจมส์ เคยจับแบนโจ

"heart of gold"เป็นเพลงที่ฮิตที่สุดในชีวิตของ นีล ยัง,ทั้งๆที่นีล ยังเป็นศิลปินที่มีอิทธิพลต่อ
ศิลปินรุ่นหลังมากมาย แต่กลายเป็นว่าเขาไม่ค่อยมีเพลงฮิตเลย

เป็นที่เปิดเผยว่ายัง นับถือไดแลนเป็นไอดอลของเขา แต่เพลงนี้ยังก็มีเจตนาเขียนกระทบบ๊อบ
ไดแลนด้วย ซึ่งเมื่อไดแลน ได้ยินเพลงนี้ เขาก็บอกความรู้สึกว่า"ผมได้ยินเพลงนี้เล่นทางวิทยุ
แล้วผมก็เกลียดเพลงนี้ ผมชอบนีล ยังนะ แต่เพลงนี้มันรบกวนจิตใจผมทุกครั้งที่ได้ยิน ผมฟัง
แล้วมันก็เป็นผมชัดๆ มันพูดถึงผม มันต้องเป็นผมแน่ๆ"

http://zidofile.com/K6KYrM
1. Bettye LaVette - Heart of Gold [*] (2:21)
2. Black Label Society - Heart Of Gold (3:14)
3. Boney M - Heart Of Gold (4:05)
4. David Crosby & Graham Nash - Heart Of Gold (3:45)
5. David Johansen - Heart Of Gold (3:41)
6. james taylor - Heart Of Gold (2:47)
7. Johnny Cash - Heart of Gold (3:01)
8. Neil Young - Heart of Gold (4:03)
9. various artists - Richard Lloyd - Heart of Gold (3:43)
10. Roxette - Heart of gold (mtv unplugged version) (3:49)
11. Stereophonics - Heart of gold (3:20)
12. Tribute Album - Heart of Gold - Tanya Donelly (4:12)
13. Tori Amos - Heart Of Gold (3:59)
14. Willie Nelson - Heart of Gold (3:11)

songs of the world:i'd rather go blind

posted on 08 Jun 2012 10:31 by thejui in music
I'd Rather Go Blind by Etta James
Album: Tell MamaReleased: 1967
Something told me it was over
when I saw you and him talking 
Something deep down in my soul said "Cry girl"
when I saw you and him out walking
I would rather, I would rather go blind girl
than to see you walk away from me child
So you see I love you so much 
I don’t want to see you leave me baby 
most of all I just don’t, I just don't want to be free
บางสิ่งบางอย่างย้ำเตือนฉันว่ามันจบสิ้นแล้ว
ณ วินาทีที่เห็นเธอกำลังคุยกับเขา
ลึกลงไปในจิตวิญญานมีเสียงพร่ำบอกฉันว่า"ร้องให้เถิด สาวน้อย"
เมื่อตอนที่เห็นเธอเดินไปกับเขา
สู้ให้ฉันตาบอดไปเสียยังจะดีกว่า ที่ต้องเห็นเธอเดินจากฉันไป
ที่รัก เธอไม่รับรู้เลยหรือว่าฉันรักเธอมากเพียงใด
ฉันไม่อยากเห็นเธอเดินจากไป
สำคัญที่สุดคือฉันแค่ไม่อยากจะเป็นอิสระจากเธอเลย
 
I was just, I was just sitting here thinking
of your kiss and your warm embrace child
When the reflection in the glass 
that I been held to my lips now baby 
revealed the tears I had on my face
I would rather, I would rather be blind child
than to see you walk away from me
Baby, baby, baby I would rather go blind
than to see you walk away from me
ฉันทรุดกายลง แล้วโหยหาถึงรสจูบและอ้อมกอดอบอุ่นของเธอ
เมื่อฉันยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม แล้วมองเห็นเงาสะท้อนริมผีปากของฉัน
มันทำให้ฉันน้ำตาไหลอาบแก้ม
ฉันน่าจะ น่าจะตาบอดไปเสียจะดีกว่า
ที่ต้องเห็นเธอเดินจากฉันไป
ที่รัก ที่รัก ที่รัก ฉันน่าจะตาบอดไปเสียจะดีกว่า
ที่ต้องเห็นเธอเดินจากฉันไป

i'd rather go blind เป็นเพลงที่ผมรักเพลงหนึ่ง เป็นเพลงที่ติดมาในอัลบั้มรวมรัก
เป็นเพลงที่ฟังผ่านหูมาแล้วบ้างแต่เฉยๆ แต่ด้วย บรรยากาศและอารมณ์ที่ต่างกัน
ทำให้เพลงติดหูและฟังไพเราะมากขึ้น คืนหนึ่งผมยังไม่กลับบ้านนั่งเคลียร์งาน
อยู่ที่โต๊ะทำงานไปเปิดซีดีฟังคลอไป แล้วเพลงนี้ก็เข้าสู่โสตประสาท เวอร์ชั่น
ที่ฟังตอนนั้นเป็นของ ruby turner เป็นเวอร์ชั่นหลังๆของเพลงนี้แล้ว
เป็นเวอร์ชั่นที่ผมชอบมาก ด้วยสไตล์การร้องของเธอที่ต่างจากต้นฉบับแต่บวก
กับการใส่เสียงแซ็กโซโล่เข้าไป ทำให้เพลงฟังดูเศร้าและหวานหนักขึ้นไปอีก 
 
ผมชอบเพลงรักที่เนื้อหาออกมาแนวเรียกร้องโหยหาความรักแบบนี้ ยิ่งถ้าได้
นักร้องมืออาชีพเสียงดีๆมีพาวเวอร์ ทำให้สัมผัสได้ถึงอารมณ์ของการเรียกร้อง
โหยหาความรักกันเลยทีเดียว พาลให้อิจฉาคนในเพลงที่มีคนรักและต้องการ
ความรักจากเขาถึงเพลงนี้เลยนะ โดยเฉพาะ i'd rather go blind นี้
เจมส์ เขียนเพลงนี้แค่สั้นๆเพียงแค่ม่กี่บรรทัด แล้วซ้ำไปซ้ำมา แต่ด้วยอารมณ์
ความรู้สึกที่สอดแทรกไปกับเพลง ทำให้รู้สึกได้ว่าการบีบคั้นอารมณ์ใส่มากับ
เนื้อเพลงนั้นสำคัญยิ่งกว่าความหมายหรือเนื้อหาของเพลงเสียอีก
http://www.youtube.com/watch?v=wtlHl9vuVM0
 
หลังจากนั้นผมก็เสิร์ชหาเวอร์ชั่นต่างๆของเพลงนี้ ทำให้พบว่า i'd rather go blind
เป็นเพลงอมตะ เพลงครู ที่อังกฤษ อเมริกันยกย่องกันมาก ศิลปินรุ่นหลังคัฟเวอร์
กันนับ10 รวมไปถึง ร็อด สจ๊วตด้วย แต่ยังไม่ได้อ่านที่ไปที่มาไปว่าต้นฉบับคือ
เอ็ตต้า เจมส์ จนกระทั่งวันหนึ่งเปิดหนังเรื่อง cadillac record ดู เป็นหนังเพลง
ที่เล่าเรื่องค่ายเพลงที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต มีบียอนเซ่ มารับบทเป็นเอ็ตต้า เจมส์
ท้ายเรื่องเจมส์ เดินเข้าห้องอัด เป็นฉากดราม่าระหว่างเธอกับเจ้าของห้องอัดที่รับ
บทโดยเอเดรียน โบรดี้ แล้วเธอก็เริ่มร้องเพลง i'd rather go blind อารมณ์ขณะดู
นั้นร้องกรี๊ดๆ ดีใจ ไม่คาดฝัน หนังมีเพลงนี้ด้วย บียอนเซ่ ร้องด้วย เป็นความรู้สึก
ถูกใจดีใจ ได้เห็นนักร้องที่ชอบร้องเพลงที่ชอบ โดยไม่รู้มาก่อน
http://www.youtube.com/watch?v=FcMzjftJR8w

i'd rather go blind เป็นเพลงสากลคลาสสิค เป็นที่รู้จักกันทั้งในฝั่งอเมริกา และอังกฤษ
เป็นผลงานร้องและประพันธ์โดยตำนานคนหนึ่งในวงการเพลง เอ็ตต้า เจมส์
ที่บันทึกเสียงในปี 1968 และเป็นเพลงที่ถูกศิลปินรุ่นหลังคัฟเวอร์อีกหลายสิบเวอร์ชั่น
และนักวิจารณ์ยกย่องว่าเป็นเพลงที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ และบทกวีที่สุดเพลงหนึ่งhttp://www.youtube.com/watch?v=YApNirMC9gM
เอ็ตต้า เจมส์เขียนi'd rather go blind ระหว่างที่ไปเยี่ยมเพื่อนรัก เอ็ลลิงตั้น จอร์แดน
ที่ถูกคุมขังในเรือนจำในปี 1967จอร์แดนเป็นนักร้อง และนักเขียนเพลงจากดีทรอยท์
เขาเขียนเพลงนี้ไว้แล้วคร่าวๆ เนื้อหาเพลงนั้นเขาเขียนด้วยอารมณ์โศกเศร้าจากการ
ถูกคุมขังโดยไม่รู้กำหนดปล่อยตัว "ผมเหนื่อยเหลือเกินกับการสูญเสียและความหดหู่
ผมติดคุกแล้วก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ออกไป ผมเข้าไปนั่งอยู่ในห้องเปียโนแล้วก็เริ่มต้น
เขียนเพลงนี้"

หลังจากเจมส์ ได้เห็นเพลงร่างแรกของจอร์แดน เธอก็ได้ช่วยจอร์แดนเขียนมันจนเสร็จ
แต่ด้วยเหตุผลเรื่องเกี่ยวกับภาษี เจมส์จึงลงชื่อเพื่อนของเธอบิลลี่ ฟอสเตอร์ ในเครดิต
ผู้ร่วมเขียนเพลงแทน เอ็ลลิงตั้น จอร์แดน จากการตัดสินใจครั้งนั้น ทำให้เธอเสียใจกับ
การสูญเสียรายได้จากค่าลิขสิทธิ์ไปนานนับปี

ปี1968 จอร์แดน ออกi'd rather go blind เวอร์ชั่นของตัวเอง ในชื่อ "i'd rather be
a blind man"โดยกลับไปทำเพลงในแนวไซโคเดลิค ฟังค์ ก็วงร็อคเดิม black merda

ในปี1967 ระหว่างที่พักฟื้นจากอาการเสพติดเฮโรอีน เจมส์ เข้าห้องอัดเฟมสตูดิโอที่
อลาบาม่า เพื่อบันทึกเสียงเพลง"tell mama" ซึ่งเธอก็บันทึกเสียง"i'd rather go blind"
เพื่อเป็นหน้าB สำหรับซิงเกิ้ล "tel mama"ไปด้วยคราวเดียวกัน ที่อลาบาม่านี้เป็น
โอกาสดีสำหรับช่วงเลิกเฮโรอีนของเจมส์ด้วยเหตุเพราะสตูดิโอ อยู่ห่างไกล ไม่มีทั้ง
ยาและเหล้าให้เจมส์หามาเสพได้  ที่เฟมสตูดิโอนี้ เคยบันทึกเสียงเพลงดังๆมาแล้ว
อย่าง "i never loved a man(the way i love you)"ของ อาเรธา แฟลงคลิน และ
หลายๆเพลงของวิลสัน พิคเก็ต,เพอรรี่ เสล็ดจ์. เดวิด ฮูด มือเบสที่เล่นประจำอยู่ที
เฟมสตูดิโอนี้เล่าให้ฟังเบื้องหลังการบันทึกเสียงเพลง"i'd rather go blind"ว่า
"เราบันทึกเสียงกันสำเร็จในเทคเดียวเลย มันเป็นเพลงที่สวยงาม เจมส์ทำมันได้เยี่ยม
เช่นเดียวกับพวกเราที่เล่นออกมาดีเช่นกัน"

i'd rather go blind 14เวอร์ชั่น http://zidofile.com/wGDGrs
1. BB King - I'd Rather Go Blind (w Etta James & Dr. John) (6:04)
2. Beyoncé - I'd Rather Go Blind (3:10)
3. Bluesmasters Feat. Mickey Thomas - I'd Rather Go Blind (2:46)
4. Chicken Shack - I'd rather go blind - (3:14)
5. Daniel Lanois - I'd rather go blind (live) (4:30)
6. Etta James - I'd Rather Go Blind (2:32)
7. Janet Kay - I'd Rather Go Blind (4:06)
8. koko taylor - l d rather go blind (4:40)
9. Martha High and Shaolin Temple Defenders - 2008 Woman - 05.I'd Rather Go Blind (11:32)
10. Meena - 2010 Try Me - 08.I'd Rather Go Blind (with Donna Grantis) (6:36)
11. Nora Jean Bruso - I'd Rather Go Blind (4:51)
12. Paul Weller - I'd Rather Go Blind (4:09)
13. Ruby Turner - I'd Rather Go Blind (4:06)
14. Zola Moon - I'd Rather Go Blind (5:53)


Twenty-five years I'm alive here still

Trying to get up that great big hill of hope
For a destination

I realized quickly when I knew I should
That the world was made up of this brotherhood of man
For whatever that means

And so I cry sometimes
When I'm lying in bed Just to get it all out
What's in my head
And I, I am feeling a little peculiar.

And so I wake in the morning
And I step outside
And I take a deep breath and I get real high
And I scream from the top of my lungs
What's going on?

And I say: HEY! yeah yeaaah, HEY yeah yea
I said hey, what's going on?

And I say: HEY! yeah yeaaah, HEY yeah yea
I said hey, what's going on?

ooh, ooh ooooooooooooooooh
ooh, ooh ooooooooooooooooh

and I try, oh my god do I try
I try all the time, in this institution

And I pray, oh my god do I pray
I pray all sanctity
For a revolution.

And so I cry sometimes
When I'm lying bed
Just to get it all out
What's in my head
And I, I am feeling a little peculiar

And so I wake in the morning
And I step outside
And I take a deep breath and I get real high
And I scream from the top of my lungs
What's going on?

And I say, hey hey hey hey
I said hey, what's going on?

And I say, hey hey hey hey
I said hey, what's going on?

And I say, hey hey hey hey
I said hey, what's going on?

And I say, hey hey hey hey
I said hey, what's going on?

ooh, ooh ooooooooooooooooh 

ชีวิตผ่านมา 25 ปี ก้อยังเป็นอยู่อย่างนี้
ยังพยายามที่จะไต่ฝัน เพื่อจุดหมายปลายทางที่วาดหวังไว้
แล้วก้อรู้สึกอย่างที่ควรรู้ ว่าโลกใบนี้เป็นที่รวบรวมคนที่เป็นเหมือนเรา
ไม่ว่ามันจะแปลว่าอะไรก้อตา

เคยนะบ้างครั้งเวลานอนอยู่บนเตียงแล้วมันร้องไห้ออกมา
มันอยากระบายสิ่งที่มันสุมอยู่ในหัว มันรู้สึก .. รู้สึกว่ามันไม่ใช่

เคยตื่นนอนตอนเช้า เดินออกไปข้างนอก
สูดหายใจลึก รู้สึกหลุดไปจากตรงนี้
แล้วก้อตะโกนออกไปสุดเสียง ว่านี่มันอะไรกัน

เฮร้ออ เฮ้ยย นี่มันอะไรกัน

ฉันพยายาม ให้ตายเหอะฉันพยายามจริงๆ
พยายามตลอดเวลาที่อยู่ที่นี

แล้วฉันก้อสวดมนต์ ขอพรพระฉันสวดมนต์
สวดทุกคืน เพราะอยากเห็นสิ่งดีๆเข้ามา

เคยตื่นนอนตอนเช้า เดินออกไปข้างนอก
สูดหายใจลึก รู้สึกหลุดไปจากตรงนี้
แล้วก้อตะโกนออกไปสุดเสียง ว่านี่มันยังไงกันแน่

เฮร้ออ เฮ้ย มันยังไงกันแน่

บางครั้งมันก้ออดไม่ได้จริงๆที่จะร้องไห้เวลานอนบนเตีย
มันแค่อยากระบายสิ่งที่มันสุมมันกดดันอยู่ มันรู้สึก...รู้สึกว่ามันไม่ใช่อ่ะ

แล้วฉันก้อตื่นนอนตอนเช้า เดินไปนอกหน้าต่าง สูดหายใจให้มันหลุดไปจากตรงนี้
ตะโกนสุดเสียง นี่มันอะไรกัน

ผ่านมา 25 ปี ฉันยังอยู่ตรงนี้
ยังพยายามที่จะปีนฝัน และไปให้ถึงจุดนั้น ....
จากคุณ : ApresMidi

what's up 6เวอร์ชั่น http://zidofile.com/Anr31g
- ไม่เขียนถึงเพลงนี้ไม่ได้แล้ว กระแสแรงเหลือเกินจาก ไทยแลนด์ ก๊อต ทาเลนท์ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา จากคุณกิ๊ก สาวจบ ป.6แต่สำเนียงการร้องเพลงสากลที่ทำเอามืออาชีพการศึกษาสูง
บางคนได้อายเอาเหมือนกัน พลังความตั้งใจของเธอบนเวที ต้องเรียกว่ากระชากใจ และได้ใจคนดูไปครองตั้งแต่ตอนแรกของซีซัน2ไปเลย เรียกว่าได้ใจด้วยความสามารถล้วนๆโดยไม่มี
ความพิการมาเป็นแต้มต่อด้านความเห็นใจ

- what's up เป็นเพลงของวงเลสเบี้ยน สาว4คน 4 non blonde ที่ออกมาในปี1993 ด้วยทำนองและท่อนฮุคที่ติดหู ทำให้what's up กลายเป็นเพลงอมตะที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นผ่านวัฒนธรรมเพลงเล่นในผับ ที่เด็กรุ่นใหม่ๆโตขึ้นมา เที่ยวผับก็ต้องฟังเพลงนี้ ร้องคลอได้โดยไม่รู้ที่ไปที่มา

- what's up เป็นเพลงที่สร้างปรากฏการณ์ไว้มากมายทั้งเรื่องยอดขายและรางวัล เพลงเขียนโดยนักร้องนำ และนักแต่งเพลงของวง ลินดา เพอรี่,เป็นซิงเกิ้ลที่2 ของอัลบั้ม"Bigger, Better, Faster, More!"อัลบั้มแรกของ4 non blonde ออกในปี 1992 เพลงขึ้นถึงอันดับที่14 ในชาร์ตบิลบอร์ด ทำยอดขายในระดับแผ่นเสียงทองคำในอังกฤษ และออสเตรเลียเพลงขึ้นถึงอันดับที่2 และขึ้นอันดับ1ใน เยอรมัน และไอร์แลนด์ ลินดา เพอรี่ได้รางวัลนักร้องนำหญิงยอดเยี่ยมจากเวที the Bay Area Music Awards จากอัลบั้มนี้ กลายเป็นเพลงฮิตเพียงเพลงเดียวของวง ด้วยความสำเร็จของ what's up ที่ทำยอดขายได้ถึง6ล้านแผ่น ทำให้ทางค่ายเพลงคาดหวังและกดดันกับความสำเร็จจากอัลบั้มที่2 ของทางวง ด้วยความเป็นศิลปินสูง ทางวงรับความกดดันจากการตลาดไม่ไหว ประกาศยุบวง

- ถึงแม้เพลงจะชื่อ "what's up"แต่ในเพลงไม่มีคำว่า what's up เลย แต่ท่อนคอรัสร้องว่า "what's going on" ซึ่งทางวงใช้ชื่อเพลงว่า "what's going on"ไม่ได้เพราะเป็นชื่อเพลงดัง
ของ มาร์วิน เกย์ เลยเปลี่ยนเป็น what's up แทน

- ความสำเร็จ และยอดขายของเพลงนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการสนับสนุนของ MTV ที่โหมเล่นเพลงนี้อย่างหนัก และทุกวันนี้MTVก็ยังเปิดเพลงนี้อยู่ 
http://www.youtube.com/watch?v=6NXnxTNIWkc&ob=av2e

- ลินดา เพอรี่ กลายเป็นศิลปินเดี่ยว ออกผลงานในนามตัวเอง "in flight"1996 และ "after hours"1999 อัลบั้มไม่ประสบความสำเร็จ แต่เธอยังคงทำงานในฐานะนักแต่งเพลงและ
โปรดิวเซอร์ให้กับศิลปินอีกมาก อย่างเช่นอัลบั้ม "missundaztood"ของ pink รวมถึงเพลงฮิตอย่าง "get the party started"ที่เธอเป็นคนเขียนด้วย

-คริสติน่า อกิเลร่า เล่าเรื่องราวของเธอและลินดา เพอรี่ ไว้อย่างน่าสนใจว่า เธอเคยอยู่แฟลตเดียวกับลินดา เพอรี่ในซาน ฟรานซิสโก/ขณะนั้น คริสติน่า กำลังมีเซ็กส์กับแฟนหนุ่มอยู่
แล้วก็ได้ยินเสียงเพลงที่ลินดา กำลังแต่งด้วยกีตาร์ลอยมาเข้าหู คริสติน่า หยุดกิจกรรมเซ็กส์ของเธอทันที แล้ววิ่งไปเคาะห้องลินดา พร้อมกับตะโกนว่า "เธอ เล่นเพลงอะไรน่ะ ฉันชอบมากเลย
รีบเขียนให้จบนะ มันเป็นเพลงที่เพราะมาก" ช่วงนั้นคริสติน่า มีแต่งานเพลงร็อค เป็นจังหวะดีที่เธอจะได้มีเพลงบัลลาดดังๆเสียบ้าง เพลงที่คริสติน่าได้ยินขณะนั้นคือ"beautiful"แล้วเพลงนี้ก็กลายเป็นเพลงดังของคริสติน่าอีกเพลงหนึ่ง


- ย้อนนึกไปถึงวันที่ลินดา เพอรี่ เขียนเพลงนี้ คริสต้า ฮิลเฮาส์ มือเบสของวงเล่าให้ฟังว่า "เวลาคนเราฟังเพลงที่ชอบเนี่ย ก็พยายามค้นหาความหมาย นัยยะสำคัญที่อยู่ในเพลง
แต่ตอนที่ลินดา เขียนเพลงนี้น่ะ เธอก็นั่งอยู่ในห้อง พวกเราก็เล่นกีตาร์กันไป เราทำกันอย่างนี้ตลอดเวลา เราซ้อมกันทุกวัน คนฟังมักคิดว่าคนแต่งเพลงมักจะต้องคิดอะไรเยอะ ซับซ้อน
ลินดาไม่เคยเป็นแบบนั้น เธอเพียงแค่นั่งลงแล้วก็เล่นกีตาร์ไปแล้วเพลงที่อยู่ในหัวก็ลื่นไหลออกมา ชั้นก็ไม่รู้ว่ามันมาจากไหนเหมือนกัน ตอนที่ลินดาเขียนเพลง what's up"ก็แบบนี้
เธอเขียนมันออกมาเหมือนว่าเธอรู้จักเพลงนี้อย่างดีแล้ว เหมือนว่าเธอเคยได้ยินมันมาก่อนแล้ว ลองดูที่เนื้อเพลงสิ มันไม่ได้สื่อถึงอะไรเลย แต่มันกลับเข้าถึงความรู้สึกคนฟังได้ ในยุโรป
ประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ คนฟังก็รู้สึกไปอีกอย่าง ตอนที่พวกเราเล่นเพลงนี้กันเราก็รู้สึกอีกอย่าง มันเป็นเพลงธรรมดาๆแต่สามารถเชื่อมโยงถึงผู้คนได้"

- การที่ "what's up"กลายเป็นเพลงดัง และคลาสสิคเหตุเพราะวิสัยทัศน์ของบุคคลระดับผู้บริหารของค่ายเพลง จากเรื่องเล่าของฮิลเฮาส์ มือเบสของวง"เหตุการณ์ตอนบันทึกเสียงเพลงนี้
น่าสนใจดีนะ เราบันทึกเสียงเพลงนี้กันพร้อมกับเพลงที่เหลือในอัลบั้ม ในคาลาบาซัส ตอนใต้ของแคลิฟอเนียร์,จิมมี่ ไอโอไวน์ ประธานของอินเตอร์สโคปแวะมาดูพวกเราบันทึกเสียงกัน 
แล้วบังเอิญได้ยินเดโมเวอร์ชั่นของเพลงนี้ จิมมี่เกิดชอบเดโมเวอร์ชั่นมากกว่าเวอรชั่นที่เราจะบันทึกลงอัลบั้มเสียอีก จิมมี่เลยเรียกลินดาไปพบ พอกลับมาลินดาก็บอกว่า เราจะบันทึกเสียง 
"what's up"กันใหม่ ฉันได้ยินดังนั้นก็ชอบใจใหญ่ เพราะรู้สึกว่าเราใส่อะไรต่อมิอะไรลงไปในเพลงมากเกินไป เวอร์ชั่นที่บันทึกเสียงใหม่ซอฟท์ลงกว่าเดิม แล้วก็ตัดอะไรออกไปบ้าง 
เราบันทึกเสียงกันใหม่ที่เซาซาลิโต จบในวันเดียว"